Meet the Founder
The story behind Bunpajarn.

ถ้าถามว่าผมเริ่มสนใจ Electronics ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมคงตอบไม่ได้ชัด ๆ ว่าจุดเริ่มต้นจริง ๆ อยู่ตรงไหน
พ่อกับแม่เล่าให้ฟังว่า ตอนเด็ก ๆ ถ้ามีช่างมาซ่อมโทรทัศน์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้าน ผมมักจะไปยืนดูอยู่ข้าง ๆ จนช่างทำงานเสร็จ ผมคงอยากรู้ว่า ของที่เสียมันกลับมาใช้งานได้อย่างไร
แต่ความทรงจำที่ผมจำได้ชัดกว่านั้น น่าจะอยู่ประมาณช่วง ป.6
วันหนึ่งผมได้เห็นหนังสือเกี่ยวกับ Electronics เล่มหนึ่ง แล้วก็อ่านมันซ้ำไปซ้ำมา อ่านแล้วอ่านอีก แต่ไม่รู้สึกเบื่อเลย
แปลกดีเหมือนกัน เพราะผ่านมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ผมก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่
ถ้ามีหนังสือหรือเอกสารเกี่ยวกับ Electronics อยู่ตรงหน้า ผมก็ยังอยากเปิดอ่าน
ผมคิดว่าผมคงเป็นคนประเภทที่เรียกว่า “มิสเตอร์จำไม”
เพราะผมชอบถามว่า “ทำไม?”
ถ้าใครพูดถึง Relay ผมอาจไม่ได้หยุดแค่รู้ว่ามันคืออะไร แต่จะถามต่อว่า มีกี่แบบ ทำไมแบบนี้ถึงทนกว่าอีกแบบ ทำไมวงจรนี้ถึงต่อแบบนี้ แล้วถ้าเปลี่ยนเป็นอีกแบบจะเกิดอะไรขึ้น
บางครั้งคนรอบตัวก็คงไม่ได้ชอบนิสัยนี้ของผมเท่าไร เพราะผมถามเยอะมาก
แต่สำหรับผม การถามว่า “ทำไม” เป็นเรื่องสนุก
ตอนเด็ก ๆ ผมไม่ได้มีอุปกรณ์พร้อมเหมือนเด็กที่สนใจ Electronics ในวันนี้
แม้แต่หัวแร้งสำหรับบัดกรีอุปกรณ์ก็ยังไม่มี
ผมเคยเอาเทียนมารนขาอุปกรณ์ เพราะคิดแบบเด็ก ๆ ว่า ถ้าทำให้ตะกั่วร้อน มันก็น่าจะติดได้
พอมีหัวแร้งจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้แปลว่าจะทำวงจรเป็นทันที ต่อวงจรแล้วไม่ทำงานก็มี ต้องค่อย ๆ เรียนรู้กันไป
เครื่องแรก ๆ ที่ผมจำได้ คือวงจรง่าย ๆ สำหรับควบคุมมอเตอร์ DC ให้หมุนซ้ายหรือขวา
มันเป็นวงจรเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่ตอนที่ทำให้มันทำงานได้ตามที่เราคิด ผมรู้สึกดีมาก
หลังจากนั้นประมาณช่วง ม.3 ผมเคยเอานาฬิกาปลุกแบบเข็มมาดัดแปลง
ผมตั้งชื่อมันว่า Never Die
ตอนนั้นผมคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าไฟบ้านดับ นาฬิกาก็ไม่ควรหยุด ผมเลยทำวงจรเพิ่มเข้าไป ให้มันใช้ไฟบ้านตอนที่มีไฟ และถ้าไฟดับก็ให้ถ่านไฟฉายเข้ามาทำงานแทน
แค่นั้นเองครับ นาฬิกาก็ยังเดินต่อไปได้
สำหรับคนอื่น มันอาจเป็นแค่นาฬิกาปลุกเก่า ๆ เรือนหนึ่ง
แต่สำหรับเด็กคนหนึ่งในตอนนั้น มันสนุกมาก เพราะสิ่งที่เราอ่านจากหนังสือ แล้วเอามาคิด เอามาลองเอง สุดท้ายมันกลับทำงานได้จริง
ผมคิดว่าความรู้สึกแบบนั้นแหละ ที่ทำให้ผมอยู่กับ Electronics มาจนถึงทุกวันนี้
สมัยที่ผมเริ่มเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ Internet ยังไม่ได้มีข้อมูลให้ค้นหาได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้
หนังสือและนิตยสารจึงเป็นเหมือนห้องเรียนของผม
ผมซื้อหนังสือ Electronics เยอะมาก น่าจะมากกว่า 500 เล่ม และซื้อนิตยสารอิเล็กทรอนิกส์แทบทุกเดือนจากทุกสำนักพิมพ์ที่ผมหาได้ในตอนนั้น
หนังสือบางเล่มผมอ่านซ้ำหลายครั้ง
อ่านแล้วก็ลองทำ
ทำแล้วไม่ทำงานก็กลับไปอ่านใหม่
บางครั้งอ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ก็ต้องทดลองอีก
วิธีเรียนรู้แบบนี้ติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้
ผมชอบ Electronics เพราะมันไม่ได้มีแค่การอ่านแล้วจำ
มันเป็นสิ่งที่เราสามารถตั้งคำถามกับมันได้ แล้วลงมือพิสูจน์คำตอบด้วยตัวเอง
อย่าง IC 555 ซึ่งเป็นชิปขนาดเล็กที่นิยมใช้สร้างวงจรจับเวลาและสร้างสัญญาณไฟฟ้า
ถ้าคนทั่วไปเห็น IC ตัวหนึ่ง เขาอาจมองว่าเป็นแค่ชิ้นส่วนสีดำ ๆ ที่มีขาหลายขา
แต่ผมจะสงสัยว่า
“แล้วข้างในมันทำงานอย่างไร?”
ทำไมตัวต้านทานตัวนี้ต้องใช้ค่านี้?
ทำไมตัวเก็บประจุตัวนี้ถึงทำให้จังหวะการทำงานเปลี่ยนไป?
แล้วถ้าผมวัดสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงด้วย Oscilloscope สิ่งที่ผมเห็นจะตรงกับสิ่งที่คำนวณและคาดการณ์ไว้หรือไม่?
ถ้าไม่ตรง แล้วเพราะอะไร?
สำหรับผม ความสนุกของ Electronics อยู่ตรงนี้
เราไม่ได้แค่เรียนว่ามันทำงานอย่างไร
แต่เราสามารถถามมันกลับได้ว่า
“จริงหรือเปล่า?”
แล้วทดลองหาคำตอบด้วยตัวเอง
ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา Electronics จึงค่อย ๆ กลายเป็นทั้งงานและส่วนหนึ่งของชีวิตผม
ผมมีโอกาสทำงานตั้งแต่การออกแบบวงจร การสร้างแผ่นวงจร การเขียนโปรแกรมให้ Microcontroller ไปจนถึงการพัฒนาระบบ Embedded
ผมเคยทำงานทั้งกับบริษัทในประเทศไทย และมีโอกาสทำงานให้กับบริษัทจากญี่ปุ่นและประเทศตะวันตก
ช่วงหนึ่งผมก็ทำทั้ง Hardware และ Software เพราะงานจริงไม่ได้แบ่งเป็นโลก ๆ ว่า Hardware ต้องทำแค่นี้ Software ต้องทำแค่นั้น
เราต้องมองให้ออกว่า ทั้งระบบกำลังทำอะไรอยู่
แต่ถ้าถามว่าผมชอบอะไรที่สุด ผมยังคงตอบเหมือนเดิมว่า Electronics และ Embedded
Software, Database หรือ Web ผมเคยทำ แต่ไม่ได้รู้สึกหลงใหลกับมันเท่าไร
สิ่งที่ผมชอบคือการทำให้วงจรและเครื่องจักร “มีชีวิต”
ผมชอบช่วงเวลาที่เรามีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่เต็มโต๊ะ แล้วค่อย ๆ ทำให้มันทำงานร่วมกันได้
จากวงจรที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอเราใส่โปรแกรมเข้าไป มันเริ่มรู้ว่าเมื่อไรต้องเปิด เมื่อไรต้องปิด และเมื่อไรต้องตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้น
สำหรับผม Firmware จึงเหมือนการทำให้เครื่องจักรมีชีวิตขึ้นมา
แน่นอนว่าการทำงานจริงไม่ได้มีแต่เรื่องที่สำเร็จ
ครั้งหนึ่งผมเคยออกแบบระบบ Locker ไฟฟ้าสำหรับงานที่มีการผลิตจริง และเกิดความผิดพลาดในการออกแบบวงจรจ่ายไฟ
ตอนนั้นผมคิดว่าทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยดี แต่เมื่อทำงานจริงกลับเกิดปัญหาจนไม่สามารถส่งมอบงานตามกำหนดได้ และทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจไป
ผมจำเรื่องนี้ได้ดีจนถึงทุกวันนี้
เพราะมันสอนผมว่า
อะไรที่เราไม่รู้ อย่าใช้ความคิดในหัวตัดสินว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้น
ถ้าไม่รู้ก็ต้องศึกษา
ถ้ายังไม่แน่ใจก็ต้องทดลอง
เพราะในโลกของ Electronics สิ่งที่เราคิดว่าน่าจะทำงาน กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนโต๊ะทดลอง บางครั้งไม่เหมือนกันเลย
ผมรู้ตัวว่าความสามารถของผมค่อนข้างเฉพาะทาง และใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับ Electronics
แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่าเวลาที่ใช้ไปกับมันเป็นเวลาที่เสียไป
เพราะ Electronics สำหรับผมไม่ใช่แค่อาชีพ แต่มันเป็นสิ่งที่ผมหลงใหลและอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข
ถ้าวันหนึ่งผมไม่สามารถทำ Electronics ได้อีก ผมคิดว่าชีวิตคงขาดอะไรบางอย่างไป
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดายมาตลอดหลายปี คือ Electronics ในประเทศไทยค่อย ๆ เลือนหายไปจากชีวิตประจำวัน
เมื่อก่อนเรามีนิตยสาร Electronics หลายฉบับ มีหนังสือเฉพาะทาง มีร้านที่สามารถเดินเข้าไปเลือกซื้ออุปกรณ์พื้นฐานอย่างตัวต้านทานหรือตัวเก็บประจุได้ง่าย ๆ
มีงานนิทรรศการที่คนเอาผลงานของตัวเองมาแสดง
มีคนที่ชอบเรื่องเดียวกันมาเจอกัน
มันอาจไม่ได้เป็น Technology ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกทั้งหมด
บางชิ้นอาจเป็นเพียงวงจรเล็ก ๆ ที่เด็กคนหนึ่งทำขึ้นมา
บางชิ้นอาจเป็นเพียงวงจรเล็ก ๆ ที่เด็กคนหนึ่งทำขึ้นมา
แต่สิ่งสำคัญคือ เขามีพื้นที่ให้ได้ทำ และมีพื้นที่ให้ได้แสดงสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
เพราะบางครั้ง สิ่งเล็ก ๆ ที่เราสร้างขึ้นด้วยตัวเอง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น
วันนี้หลายอย่างค่อย ๆ หายไป
ผมมองไปต่างประเทศแล้วเห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เห็น Community ของคนทำ Hardware และ Maker ยังเดินหน้าต่อไป
แต่ในประเทศไทย ผมรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ค่อย ๆ เงียบลง
และผมเสียดาย
โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่า Maker รุ่นใหม่ ๆ ดูเหมือนจะมีน้อยลง
ผมจึงอยากเห็นพื้นที่แบบนั้นกลับมาอีกครั้ง
อยากเห็นเด็กมีพื้นที่ให้ทดลอง คนที่เพิ่งเริ่มต้นมีที่ให้ถาม และคนที่มีประสบการณ์มีโอกาสแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองรู้
ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา Maker วิศวกร หรือใครก็ตามที่สนใจ Electronics ผมอยากให้ทุกคนมีพื้นที่ที่สามารถเข้ามาเรียนรู้และสร้างอะไรบางอย่างได้
ผมไม่ได้คาดหวังว่าพื้นที่นั้นจะต้องยิ่งใหญ่
ขอเพียงเป็นพื้นที่ที่ทำให้ใครสักคนได้เริ่มต้น
เหมือนที่ผมเคยมีในวันนั้น
จากเด็กคนหนึ่งที่เคยไม่มีแม้แต่หัวแร้ง และพยายามเอาเทียนมารนขาอุปกรณ์ จนกลายมาเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับ Electronics มานานกว่าสามสิบปี ผมเองก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่า ความสงสัยเล็ก ๆ ในวันนั้น จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมได้นานขนาดนี้
เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปมาก ทั้งเทคโนโลยี เครื่องมือ และวิธีการเรียนรู้
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิม คือผมยังอยากรู้ว่า “ทำไม?”
และถ้าย้อนกลับไปบอกเด็กคนนั้นได้ ผมคงบอกเขาเพียงว่า
“ไม่ต้องรีบหรอก ค่อย ๆ เรียนรู้ไป เดี๋ยวก็รู้เอง”
เพราะผมเชื่อว่า
” ทุกคนสามารถเก่งขึ้นได้ เพียงแค่ใส่ใจและให้เวลากับสิ่งที่ตัวเองรัก “

Pawinphat Charoenrat
Founder of Bunpajarn
