ทำไมการขับ LED จึงต้องควบคุมกระแส เจาะลึกการทำงานของ TPS92612-Q1
Highlight
การออกแบบระบบไฟ LED ในยานยนต์ที่ต้องการความปลอดภัยสูง (Functional Safety) มักต้องมีการเฝ้าติดตาม (Monitor) กระแสไฟ LED แยกเป็นอิสระ บทความนี้เสนอเทคนิคการสร้างวงจรตรวจจับกระแสไฟ LED แบบประหยัด (Low-cost) โดยใช้อุปกรณ์ดิสครีต (Discrete Components) ทำงานร่วมกับ Linear LED Driver รุ่น TPS92612-Q1 จาก Texas Instruments ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของแรงดันแบตเตอรี่รถยนต์ (VBAT 8V – 18V) และอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ
In Detail
ในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ LED (Light-Emitting Diode) เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในระบบส่องสว่างและระบบแสดงสถานะของยานพาหนะ เนื่องจาก LED มีขนาดกะทัดรัด ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมความสว่างได้อย่างแม่นยำ
อย่างไรก็ตาม การทำให้ LED ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัว LED เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับวงจรที่ใช้ควบคุมกระแสและตรวจสอบสถานะการทำงานของ LED ด้วย บทความนี้จึงจะเริ่มจากพื้นฐานการทำงานของ LED และการควบคุมกระแส ก่อนต่อยอดไปสู่แนวคิดการตรวจวัดกระแสและตรวจจับความผิดปกติของวงจร
LED (Light-Emitting Diode) คืออุปกรณ์สารกึ่งตัวนำชนิดหนึ่งที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นแสงสว่าง มีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน ความร้อนต่ำ และอายุการใช้งานยาวนาน

การควบคุมกระแสในวงจรขับ LED
LED เป็นอุปกรณ์ประเภท Current-driven Device ซึ่งหมายความว่า ความสว่างและความเสถียรในการทำงานขึ้นอยู่กับกระแสที่ไหลผ่าน LED เป็นหลัก

ในการออกแบบวงจรพื้นฐาน วิธีที่นิยมใช้คือการต่อตัวต้านทานอนุกรม (Series Resistor) เพื่อจำกัดกระแสที่ไหลผ่าน LED ซึ่งเหมาะสำหรับงานทั่วไปที่ไม่ได้ต้องการการควบคุมกระแสอย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม สำหรับงานที่ต้องการความสว่างและกระแสที่มีความเสถียร วิธีนี้มีข้อจำกัดเมื่อแรงดันไฟเลี้ยง (Supply Voltage) เปลี่ยนแปลง เนื่องจากกระแสที่ไหลผ่าน LED จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
สามารถคำนวณค่า LED Resistor Calculator ได้จาก LED Resistor Calculator
TPS92612-Q1 กับการทำงานเบื้องต้น

รูปที่ 3 แสดงแผนภาพอย่างง่ายของวงจรขับหลอด LED แบบเชิงเส้น (Linear LED Driver) รุ่น TPS92612-Q1 จาก Texas Instruments (TI) ซึ่งรับแรงดันไฟฟ้าเลี้ยงวงจรโดยตรงจากแบตเตอรี่ของยานพาหนะ
ตัวอุปกรณ์มีขา EN/PWM สำหรับควบคุมการเปิด-ปิดของเอาต์พุต LED โดยสามารถเปิดให้ LED ทำงานอย่างต่อเนื่อง หรือป้อนสัญญาณ PWM เพื่อควบคุมระดับความสว่างของ LED ได้
ในส่วนของการควบคุมกระแส วงจร Control Loop จะตรวจวัดแรงดัน ที่ตกคร่อมตัวต้านทานวัดกระแส แล้วนำค่าที่ได้มาใช้ควบคุม FET ภายใน IC ซึ่งต่ออนุกรมกับหลอด LED เพื่อรักษากระแส ให้คงที่ตามค่าที่กำหนด
เมื่ออุปกรณ์เปิดใช้งาน กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านตัวต้านทานวัดกระแส โดยวงจร Control Loop จะปรับการทำงานของ PASS FET ภายใน IC เพื่อรักษาแรงดันที่ตกคร่อม ให้คงที่่ = ดังนั้น เมื่อใช้ = เราสามารถคำนวณกระแสที่ไหลผ่านหลอด LED ได้จากสมการที่ 1 ดังนี้
เนื่องจาก TPS92612-Q1 เป็นไดรเวอร์ประเภทเชิงเส้น (Linear Driver) กำลังไฟฟ้าสูญเสียภายในตัวอุปกรณ์ จึงคำนวณได้ตามสมการที่ 2 ดังนี้
โดยที่ คือแรงดันตกคร่อมรวมแบบอนุกรมของหลอด LED (ในตัวอย่างคือ LED ของ Osram รุ่น LR H9GP) จำนวน 3 หลอดต่ออนุกรมกัน โดยแต่ละหลอดมีแรงดันตกคร่อมประมาณ 1.8 V ที่กระแส = ดังนั้นแรงดันตกคร่อม LED ทั้ง 3 หลอดจึงมีค่าประมาณ
เมื่อ กำลังที่สูญเสียใน IC จะเท่ากับ
หากนำไปใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง การต่อตัวต้านทานชันต์ (Shunt Resistor) ขนานระหว่างขา IN และ OUT ของไอซี จะช่วยแบ่งกระแส บางส่วนออกไปไหลผ่านตัวต้านทานแทน ส่งผลให้กำลังไฟฟ้าสูญเสีย ภายในตัวไอซีลดลง
วงจรขับและตรวจวัดกระแส LED ในวงจรเดียว

รูปที่ 4 แสดงการเพิ่มวงจรตรวจวัดกระแส LED เข้ากับวงจรขับ LED โดยใช้ตัวต้านทานวัดกระแส ที่มีอยู่ในวงจร TPS92612-Q1 อยู่แล้ว ตัวต้านทานนี้ทำหน้าที่ตรวจจับและกำหนดกระแส LED และแรงดัน ที่ตกคร่อม ยังสามารถนำมาใช้เป็นสัญญาณสำหรับมอนิเตอร์กระแส LED ได้อีกด้วย
ในส่วนของวงจรมอนิเตอร์ ใช้ทรานซิสเตอร์ PNP 2 ตัว คือ T2A และ T2B ซึ่งรวมอยู่ในแพ็กเกจเดียวกันของ
PMP5201Y-Q จาก Nexperia โดยทรานซิสเตอร์ทั้งสองตัวมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน หรือเรียกว่า Matched Pair ทำให้สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบกระแสระหว่างกันได้ สำหรับงานทั่วไปที่ไม่ใช่ยานยนต์ สามารถเลือกใช้ BCM857BS จาก Nexperia หรือ DMMT3906 จาก Diodes Inc. ได้เช่นกัน
หลักการทำงานคือ เมื่อกระแสที่ไหลผ่าน T2A และ T2B มีค่าเท่ากัน แรงดันระหว่างเบสกับอิมิตเตอร์ $V_{\text{BE}}$ ของทรานซิสเตอร์ทั้งสองตัวจะมีค่าเท่ากันด้วย จากการพิจารณาวงจรตามกฎแรงดันของเคอร์ชฮอฟฟ์ (KVL) จึงได้ว่าแรงดัน ที่ตกคร่อม จะเท่ากับแรงดันที่ตกคร่อม ทำให้สามารถคำนวณกระแส ที่ไหลผ่าน ได้จากสมการที่ 3 ดังนี้
หากมองข้ามกระแสเบสของทรานซิสเตอร์ (T2A) ซึ่งมีค่าน้อยมาก กระแส นี้จะไหลผ่าน ต่อไปด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เกิดแรงดันตกคร่อม กลายเป็นแรงดันเอาต์พุต ที่อ้างอิงกับกราวด์ (Ground-referenced) เพื่อส่งต่อไปยัง ADC สำหรับตรวจจับค่า หรือส่งให้ Comparator ประมวลผลต่อไป
วงจรนี้จึงทำหน้าที่แปลงระดับแรงดัน (Level-shift) และขยายสัญญาณ โดยเปลี่ยนแรงดันส่วนต่างทางฝั่งด้านสูง
(High-side differential) ให้กลายเป็นสัญญาณ ที่อ้างอิงกับ 0V สมการที่ 4 แสดงการคำนวณค่า สำหรับอุปกรณ์ในวงจรนี้
เพื่อให้แรงดัน ของ T2A และ T2B เท่ากัน กระแสที่ไหลผ่านทรานซิสเตอร์ทั้งสองตัวจึงต้องมีค่าเท่ากัน ดังนั้น เมื่อมีกระแส ไหลผ่าน T2A เราจึงต้องทำให้กระแสที่ไหลผ่าน T2B มีค่า เช่นเดียวกัน แต่เนื่องจาก ต่ออยู่ทางฝั่งขาเข้า ซึ่งถ้าใช้แรงดันจากแบตเตอรี่ยานพาหนะ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ 8 V ถึง 18 V จึงต้องมีวงจรสำหรับกำหนดกระแส ในฝั่ง T2B ให้คงที่
วงจรนี้ประกอบด้วย Shunt Regulator รุ่น TL431 และทรานซิสเตอร์ NPN เบอร์ 2N3904 โดย TL431 มีแรงดันอ้างอิง
การคำนวณ เพื่อให้ T2A และ T2B เท่ากันมีสูตรดังนี้
เพื่อให้วงจรทำงานได้อย่างถูกต้อง ตัวไอซี TL431 จำเป็นต้องได้รับกระแสแคโทด สูงกว่าค่าขั้นต่ำซึ่งอยู่ที่ (ที่อุณหภูมิ 25°C) โดยค่ากระแสแคโทดขั้นต่ำ ของ TL431 ในวงจรนี้จะเกิดขึ้นเมื่อแรงดันแบตเตอรี่ลงไปแตะระดับต่ำสุด ซึ่งคำนวณได้ตามสมการที่ 6 ดังนี้
จากผลการคำนวณพบว่า กระแส = (หรือ ) สูงกว่าค่ากระแสขั้นต่ำ ที่ไอซีกำหนดไว้ จึงเพียงพอสำหรับการทำงานของวงจรและช่วยให้สามารถรักษากระแส ได้ตลอดช่วงแรงดันแบตเตอรี่ที่กำหนด
จากนั้นจึงทำการทดสอบวงจรจริง โดยรูปที่ 4 แสดงผลการวัดแรงดัน เมื่อแรงดันแบตเตอรี่ เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ 8 V ถึง 18 V ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า วงจรตรวจวัดกระแสสามารถลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแรงดัน ซึ่งเป็นแรงดันโหมดร่วม (Common-mode voltage) ได้
จากการคำนวณ แรงดัน ได้ ที่คาดหวังว่าจะมีแรงดัน 980 mV ขณะที่ผลการทดสอบจริงพบว่า มีค่า 989 mV ที่ = และเพิ่มขึ้นเป็น 1,027 mV ที่ = ได้

รูปที่ 5 แสดงค่าแรงดันเอาต์พุต ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใต้สภาวะการทำงานปกติ ทั้งนี้ หากเกิดสภาวะผิดปกติ (Fault Condition) ขึ้น และตัวไอซี TPS92612-Q1 ไม่สามารถควบคุมกระแสได้อย่างถูกต้อง รูปที่ 6 จะแสดงลักษณะการตอบสนองของแรงดัน เมื่อกระแส มีการเปลี่ยนแปลงไปการต่อซีเนอร์ไดโอด (Zener Diode) สำหรับจำกัดแรงดัน (Clamp) ขนานไว้กับตัวต้านทาน จะช่วยป้องกันไม่ให้ระดับแรงดัน สูงเกินไปจนเกิดความเสียหายเมื่อเกิดสภาวะผิดปกติขึ้นในวงจร

เมื่อกระแส แรงดันเอาต์พุต จะวัดค่าได้ ซึ่งระดับแรงดันนี้จะปรากฏที่ เช่นกันในกรณีที่ไอซี TPS92612-Q1 ตรวจพบสภาวะการลัดวงจรลงกราวด์ (Short-to-ground) ที่ฝั่งเอาต์พุต แล้วสั่งปิดการทำงานของตัวมันเองเมื่อทดสอบปรับเปลี่ยนอุณหภูมิของวงจรที่แรงดันขาเข้า ผลการทดสอบจะแสดงดังในรูปที่ 5 โดยพบว่า ที่อุณหภูมิ 90°C แรงดัน เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ เมื่อเทียบกับค่าเริ่มต้น ที่อุณหภูมิ 17°C
เมื่อกระแส = แรงดันเอาต์พุต ที่วัดได้มีค่าประมาณ โดยแรงดันระดับนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อไอซี TPS92612-Q1 ตรวจพบการลัดวงจรลงกราวด์ (Short-to-ground) ที่ฝั่งเอาต์พุต และสั่งปิดการทำงานของเอาต์พุต
นอกจากนี้ ได้ทำการทดสอบการเปลี่ยนแปลงของแรงดัน เมื่ออุณหภูมิของวงจรเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดแรงดันขาเข้า ผลการทดสอบแสดงในรูปที่ 7 พบว่า เมื่ออุณหภูมิเพิ่มจาก เป็น แรงดัน เพิ่มขึ้นจาก เป็น

การควบคุมความสว่าง LED ด้วย PWM (PWM Dimming)
ขา EN/PWM ของ TPS92612-Q1 สามารถรับสัญญาณ PWM เพื่อควบคุมความสว่างของ LED ได้ รูปที่ 8 แสดงรูปคลื่นที่ได้จากการป้อนสัญญาณ PWM ความถี่ 100 Hz และ Duty Cycle 50%
เมื่อสัญญาณ PWM เปลี่ยนเป็นลอจิกต่ำ (Low) แรงดันที่ขา OUT ของ TPS92612-Q1 จะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรก จนเมื่อแรงดันลดลงถึงระดับแรงดันนำกระแสรวม ของ LED ทั้ง 3 หลอด กระแส จะลดลงจนเป็นศูนย์ ส่งผลให้ LED ดับลง จากนั้นคาปาซิเตอร์ที่ต่ออยู่ที่ขา OUT และขนานกับ LED จะค่อย ๆ คายประจุผ่านกระแสรั่วไหล (Leakage Current) ทำให้แรงดันที่ขา OUT ยังคงลดลงอย่างช้า ๆ และอาจยังไม่ลดลงถึง 0 V
อย่างไรก็ตาม แม้แรงดันที่ขา OUT จะยังไม่เป็น 0 V แต่เมื่อ = 0 LED ก็ดับแล้ว ดังนั้น การทำงานของการหรี่แสงจึงยังคงเป็นไปตาม Duty Cycle ของสัญญาณ PWM ที่ป้อนเข้ามา

สรุปส่งท้าย (Conclusion)
ในการออกแบบระบบไฟ LED ที่ต้องการความเสถียรและความปลอดภัยสูง การควบคุมกระแส LED ให้คงที่เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ การมีวงจรตรวจวัดกระแส (Current Monitoring) ที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของกระแสได้อย่างแม่นยำ จึงมีส่วนสำคัญในการตรวจสอบสถานะการทำงานของระบบ
วงจรตรวจวัดกระแสที่นำเสนอในบทความนี้ เป็นตัวอย่างของการนำอุปกรณ์ที่มีอยู่ในวงจรขับ LED มาต่อยอด โดยใช้ตัวต้านทานวัดกระแส ร่วมกับทรานซิสเตอร์แบบคู่ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน (Matched Pair) และ Shunt Regulator เพื่อสร้างแรงดันเอาต์พุต ที่อ้างอิงกับกราวด์ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นสัญญาณสำหรับ ADC หรือ Comparator ได้โดยตรง ขณะเดียวกัน วงจรยังสามารถลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแรงดันแบตเตอรี่และอุณหภูมิที่มีต่อสัญญาณเอาต์พุตได้
แนวทางนี้จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักพัฒนาและวิศวกรที่ต้องการเพิ่มความสามารถในการตรวจวัดกระแสให้กับวงจรขับ LED โดยไม่ต้องเพิ่มวงจรที่มีความซับซ้อนมากนัก และสามารถนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้กับงานออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการตรวจสอบกระแสหรือสถานะของโหลดได้
Translated and edited by Bunpajarn
Source : Powerelectronicsnews.com
Schematic (Draw by Bunpajarn) : TPS92612-Q1 LED driver plus current-monitoring
Bunpajarn | Learn • Share • Grow Together.
พื้นที่สำหรับคนที่รักและสนใจ Electronics & Embedded
