Infineon เปิดตัวชิป SiP สำหรับ Passwordless Authentication รองรับ USB และ NFC
Infineon เปิดตัว SECORA ID Key S USB ระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับการยืนยันตัวตน (Access Security System-in-Package: SiP) ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Java Card โดยชิปดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการยืนยันตัวตนแบบ ไร้รหัสผ่าน (Passwordless Authentication) ผ่านการเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์ทั้ง USB Serial, USB Security Key และ NFC
SECORA ID Key S USB รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น USB Security Key Fob, Passkey ที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ (Built-in Hardware Passkeys), การยืนยันตัวตนด้วยใบรับรองดิจิทัล (Certificate-Based Authentication), การยืนยันสิทธิ์ในการเข้าถึงพื้นที่ทางกายภาพ (Physical Access Authentication), การจัดการสิทธิ์การใช้งานซอฟต์แวร์ (Software Rights Management) รวมถึง การรักษาความปลอดภัยของ Crypto Wallet
Infineon พัฒนา SiP รุ่นนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันด้านความปลอดภัยแบบครบวงจร เพื่อให้ผู้พัฒนาสามารถมุ่งเน้นไปที่การปรับแต่งและการผสานระบบเข้ากับผลิตภัณฑ์ของตนได้ โดยไม่ต้องเริ่มต้นออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยตั้งแต่พื้นฐาน
โซลูชันดังกล่าวประกอบด้วย ชิป SECORA ที่มาพร้อม ระบบปฏิบัติการ Java ภายในตัว (On-board Java Operating System) รวมถึง ชุดเครื่องมือสำหรับการพัฒนา (Development Tools) และ เครื่องมือสำหรับการกำหนดค่าระบบ (Configurator) เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาและเร่งการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด
SECORA มาในรูปแบบ System-in-Package (SiP) ขนาดกะทัดรัดเพียง 4 × 4 มิลลิเมตร ช่วยให้นักพัฒนาสามารถออกแบบอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กและใช้พื้นที่บนแผงวงจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในชิปใช้ Arm SecureCore SLC38 Security Controller CPU สำหรับประมวลผลงานด้านความปลอดภัย และ Arm Cortex-M0 CPU ที่ทำงานด้วยความถี่ 48 MHz เพื่อรองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB Serial Bridge
Key Features
ชิป SECORA ID Key S USB รองรับการสื่อสารกับอุปกรณ์ภายนอกผ่าน USB 2.0, NFC ในโหมด Passive ตามมาตรฐาน IEC 14443 และ IEC 18092 รวมถึงเทคโนโลยี CAPSENSE ของ Infineon ซึ่งรองรับการตรวจจับแบบ Capacitive และ Inductive Sensing อีกด้วย
สำหรับการรับส่งข้อมูล ชิปรองรับโปรโตคอลมาตรฐานหลายรูปแบบ ได้แก่ CCID (Chip/Smart Card Interface Device) สำหรับสมาร์ตการ์ด, CTAP HID (Client to Authenticator Protocol over HID) ซึ่งใช้ในระบบยืนยันตัวตนแบบ FIDO และ Secure Channel Protocol (SCP02/SCP03) สำหรับการสื่อสารข้อมูลที่มีการเข้ารหัสอย่างปลอดภัย
หัวใจหลักของระบบคือ SecureCore SLC38 เป็นโปรเซสเซอร์ 32 บิตที่ใช้แกน Arm และถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านความปลอดภัยที่อาศัยการเข้ารหัสข้อมูล (cryptographic security) ภายใน SECORA ชิปดังกล่าวทำงานที่ความถี่ 100 MHz พร้อมหน่วยความจำ Non-Volatile Memory (NVM) สำหรับผู้ใช้งานขนาด 250 KB และหน่วยความจำ RAM ที่ใช้งานได้ 7,392 ไบต์ ทั้งนี้ หากไม่ใช้งาน ISO File System ที่มาพร้อมชิป จะสามารถเพิ่มพื้นที่ NVM ได้อีก 64 KB
ด้านการเข้ารหัส ชิปรองรับอัลกอริทึมแบบ Asymmetric Cryptography ได้แก่ Elliptic Curve Cryptography (ECC) ที่รองรับคีย์สูงสุด 521 บิต และ RSA ที่รองรับคีย์สูงสุด 4,096 บิต ส่วนการเข้ารหัสแบบ Symmetric Cryptography รองรับ AES สูงสุด 256 บิต และ DES สูงสุด 192 บิต
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้จากเอกสาร SECORA ID Key S USB Product Brief
ยกระดับความปลอดภัยในโลกดิจิทัล
ในปัจจุบัน ภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มีหลากหลายรูปแบบมากกว่าที่เคย ชิป SECORA ID Key S USB รุ่นใหม่ของ Infineon ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับความเสี่ยงสำคัญโดยตรง โดยเฉพาะ การโจมตีแบบฟิชชิง (Phishing) และ การยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน (User Authentication) ซึ่งถือเป็นสองจุดอ่อนหลักที่ผู้ไม่หวังดีมักใช้เป็นช่องทางในการโจมตี
ชิปดังกล่าวผ่านการรับรองมาตรฐาน FIDO2 ระดับ Level 3+ และรองรับมาตรฐาน CTAP 2.1 (Client to Authenticator Protocol) ช่วยให้การยืนยันตัวตนแบบไร้รหัสผ่าน (Passwordless Authentication) มีความปลอดภัยสูงขึ้น ลดความเสี่ยงจากการขโมยข้อมูลรับรองการเข้าสู่ระบบ และเสริมความมั่นใจในการเข้าถึงบริการและอุปกรณ์ดิจิทัล
FIDO2 (Fast Identity Online 2) และ PKI (Public Key Infrastructure) เป็นเทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกัน แต่มีบทบาทอยู่คนละระดับของระบบรักษาความปลอดภัย โดย PKI ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเข้ารหัสแบบ Public Key และ Private Key ซึ่งอาศัยคู่กุญแจเข้ารหัสที่เชื่อมโยงกัน โดย Public Key ใช้สำหรับเข้ารหัสข้อมูลหรือยืนยันลายเซ็นดิจิทัล ขณะที่ Private Key จะถูกเก็บรักษาไว้ภายในอุปกรณ์ของเจ้าของเท่านั้นและใช้สำหรับถอดรหัสหรือสร้างลายเซ็นดิจิทัลอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ PKI ยังอาศัย หน่วยงานออกใบรับรองดิจิทัล (Certificate Authority: CA) เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของกุญแจและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบ
ด้าน FIDO2 เป็นมาตรฐานสำหรับการยืนยันตัวตนที่นำ PKI มาใช้ในการตรวจสอบตัวตนและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล หนึ่งในคุณสมบัติเด่นของ FIDO2 คือการป้องกัน การโจมตีแบบฟิชชิง (Phishing) โดยระบบจะไม่อนุญาตให้มีการยืนยันตัวตนบนเว็บไซต์ปลอม แม้ว่าผู้ใช้จะเผลอเข้าไปยังเว็บไซต์ที่ถูกปลอมแปลงและพยายามเข้าสู่ระบบก็ตาม FIDO2 จะปฏิเสธการยืนยันตัวตนโดยอัตโนมัติ ช่วยลดความเสี่ยงจากการขโมยข้อมูลบัญชีผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน FIDO2 ระดับ Level 3+ และ CTAP 2.1 (Client to Authenticator Protocol) ถือเป็นระดับความปลอดภัยสูงสุดภายใต้มาตรฐานดังกล่าว โดยเพิ่มความสามารถในการป้องกันทั้งการโจมตีแบบฟิชชิงและการโจมตีที่มีความซับซ้อน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
การพัฒนาและการนำไปใช้งาน
Java Card เป็นแพลตฟอร์ม Java ที่ออกแบบมาสำหรับไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) โดยเฉพาะ เพื่อช่วยเร่งการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยบนอุปกรณ์ที่มีทรัพยากรจำกัด ภายในแพลตฟอร์มประกอบด้วย Java Card Virtual Machine (JCVM) และ Java Card Runtime Environment (JCRE) ซึ่งทำหน้าที่รันแอปเพล็ต (Applet) ด้านความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ชั้นกายภาพ (Physical Layer: PHY) ของ SECORA ได้รับการพัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐาน Java Card ISO 7816 และ GlobalPlatform เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น
Java Card ที่นำมาใช้ใน SECORA รองรับการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งในกลุ่มอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภค หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรธุรกิจ ด้วยระดับความปลอดภัยที่สูง จึงเหมาะสำหรับงานที่ต้องการการยืนยันตัวตนที่เข้มงวด เช่น การยืนยันตัวตนแบบ Multi-Factor Authentication: MFA สำหรับองค์กร, ระบบ Electronic Voting, ระบบยื่นแบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์, เอกสารประจำตัวประชาชนดิจิทัล ตลอดจนระบบอื่น ๆ ที่ต้องการมาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับสูง
เมื่อเทียบกับ Java เวอร์ชันมาตรฐาน JCVM และ JCRE ได้รับการปรับแต่งในหลายด้านเพื่อให้เหมาะกับอุปกรณ์ขนาดเล็กและเพิ่มความปลอดภัยของระบบ ตัวอย่างเช่น การตัด Wrapper Classes บางส่วน รวมถึงชนิดข้อมูล float และ double ออก เพื่อลดภาระการประมวลผลของไมโครคอนโทรลเลอร์ นอกจากนี้ยังใช้ Persistent Memory Model สำหรับจัดเก็บอ็อบเจ็กต์ ทำให้ข้อมูลยังคงอยู่แม้ปิดแหล่งจ่ายไฟ รวมถึงมีการปรับปรุงด้านอื่น ๆ เพื่อเสริมความปลอดภัยของอุปกรณ์โดยรวม
ปัจจุบัน Infineon ได้เปิดให้ลูกค้ารับ ตัวอย่างสำหรับงานวิศวกรรม (Engineering Samples) ของ SECORA ID Key S USB แล้ว ส่วนการผลิตในเชิงปริมาณ (Volume Production) มีกำหนดเริ่มต้นใน เดือนกันยายน 2026
Source : Infineon Serves up Security IC Supporting USB and NFC Connectivity – News
